หน้าแรก     ทีวีออนไลน์สด     รายการทั้งหมด     ภาพเคลื่อนไหว     ฟอรั่มถามตอบ     ติดต่อเรา            
  ออนไลน์นิวส์ ข่าวออนไลน์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ข้อมูลข่าวสาร | ด้วยระบบออนไลน์ ไร้พรมแดน ดูภาพ ฟังเสียง ชมคลิป ได้ที่นี่  
 
 เมนูหมวดข่าว
 ข่าวรายการพิเศษ
 
 ผู้สนับสนุน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

  แลกเปลี่ยน แบนเนอร์

  เวบแนะนำ



<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   กรมสุขภาพจิต เผย ศิลปะบำบัด อีกหนึ่งแนวการบำบัดทางเลือกเพื่อเด็กพิเศษ

กรมสุขภาพจิต เผย ศิลปะบำบัด อีกหนึ่งแนวการบำบัดทางเลือกเพื่อเด็กพิเศษ

@รายละเอียด@
นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ กล่าวว่า ศิลปะ คือ หนทางแห่งการปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน และในการบำบัดรักษาทางจิตเวช ก็ได้นำเอาศิลปะมาประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาข้อบกพร่อง หรือความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น สำหรับเด็ก ศิลปะจะช่วยในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะทางสังคมอีกด้วย การใช้ศิลปะบำบัด จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์เสริมและทางเลือก ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำมาเสริมในการดูแลรักษาแนวทางหลักให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การบำบัดรักษาเด็กพิเศษ ในปัจจุบัน กรมสุขภาพจิต ได้ใช้ศิลปะบำบัด ทั้งด้านทัศนศิลป์ ได้แก่ การวาด ระบายสี การปั้น การประดิษฐ์ ฯลฯ การใช้ดนตรีบำบัด ได้แก่ การเล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ และละครบำบัด ได้แก่ การแสดงละคร และการเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ ซึ่งจะใช้แตกต่างกันไปในเด็กพิเศษหรือผู้รับการบำบัดที่มีสภาพปัญหาแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นำมาใช้ในกระบวนการทางศิลปะบำบัด คือ การสนับสนุน และเสริมสร้างกำลังใจ โดยให้ความสนใจ ให้กำลังใจ และชมเชยเมื่อทำได้สำเร็จ หรือมีความพยายามเพิ่มขึ้น
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต ได้นำศิลปะด้านดนตรี หรือดนตรีบำบัด มาช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้กับเด็ก ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ ลดพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง อยู่ไม่นิ่ง ด้วยการใช้ “Optimusic” เทคโนโลยีที่สร้างแรงจูงใจในการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยการบูรณาการระบบประสาทการได้ยิน การมองเห็น และการสัมผัส ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ผู้ที่มีปัญหาการรับรู้ประสาทรับความรู้สึก เด็กออทิสติก รวมถึงเด็กสมองพิการ เป็นต้น หลักการทำงานของ Optimusic จะประกอบด้วย อุปกรณ์สร้างลำแสงสีต่างๆ อุปกรณ์ที่เป็นแผ่นสะท้อนแสง และโปรแกรมซอฟต์แวร์ โดยลำแสงจากอุปกรณ์แต่ละสีจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ตัดผ่านลำแสงหรือปิดการสะท้อนของลำแสง ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงกับเสียงดนตรี หรือเสียงต่างๆ การใช้แสงและเสียงดนตรีย่อมช่วยให้เด็กสนใจและสนุก อีกทั้งยังได้เคลื่อนไหว ได้เรียนรู้การแยกสี การเรียงลำดับเสียงและเหตุการณ์ ทำให้สมองได้รับการพัฒนา นอกจากนี้ ได้ใช้ “ละครบำบัด” ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ พัฒนาทักษะทางภาษาให้สามารถเข้าใจและสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ ตลอดจนช่วยในการพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และ การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและการแสดงออก รวมถึงการได้สำรวจตัวเอง เรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย สำหรับการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ซึ่ง หัวใจสำคัญของการนำละครมาใช้กับเด็กพิเศษ คือ การสร้างพลังศรัทธาในตัวเองและกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ หรือมีทักษะทางสังคม (Social Skills) “ละครต้องเริ่มที่ความสนุก ความสนุกจะนำพาไปสู่ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้น”
ด้าน นางสาวจันทริกา ปินตาโมงค์ นักวิชาการศึกษา สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กลุ่มการแพทย์ทางเลือก งานละคร ดนตรีและศิลปะบำบัด กล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรม Optimusic เป็นกิจกรรมที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางโดยนำดนตรีเป็นสื่อเชื่อมและปรับพฤติกรรม โดยเด็กจะเรียนรู้พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสนุกสนาน สามารถจัดได้ทั้งแบบเดี่ยว และกลุ่มเพื่อฝึกการใช้กฎกติกามารยาทในการอยู่ร่วมกัน ฝึกสมาธิ ความสนใจ การรอคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสริมสร้างทักษะทางด้านสังคม โดยการออกแบบกิจกรรมผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น การเล่นแบบสร้างสรรค์ การเล่นตามความคิดและจินตนาการ ถ่ายทอดผ่านการเล่น แสดงจากความรู้สึกออกมาทันที สร้างเรื่องราวผ่านเสียง เคลื่อนไหวร่างกายให้สอดคล้องกับดนตรี ทั้งนี้ คลินิกดนตรีบำบัด และคลินิก Optimusic เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.30 น. มีจำนวนผู้เข้ารับบริการทางคลินิก ในปัจจุบัน จำนวน 338 ราย จากการให้บริการ พบว่า ร้อยละ 96 ของผู้เข้ารับบริการ มีความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมก้าวร้าวลดลง การทำงานประสานกันระหว่างมือ ตา และกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น รู้จักรอคอยและมีสมาธิในการเรียนรู้ได้นานยิ่งขึ้น มีทักษะในการสื่อสารและการโต้ตอบกับบุคคลอื่น ตลอดจนเกิดความสนุกสนาน และรู้สึกผ่อนคลาย
ด้าน นางสาวชนารดี สุวรรณมาโจ นักละครบำบัด กลุ่มงานละคร สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กล่าวว่า ทีมงานละครจะเน้นกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน กิจกรรมที่ออกแบบให้กับผู้รับการฝึกจะอยู่บนพื้นฐานของ ความสนุก เพื่อตอบโจทย์ความเป็นละคร บทละครที่ถูกนำมาใช้จะอยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริงที่ผู้รับการฝึกมีโอกาสจะได้เจอ ซึ่งทิศทางในการฝึกละครบำบัด สำหรับเด็กพิเศษ (อายุ 3 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่) แบ่งเป็น 5 ทิศทาง แต่ละทิศทางจะมีรายละเอียดของกิจกรรมเชิงลึกที่ปรับใช้สำหรับผู้รับการบำบัดแต่ละคน ทิศทางที่ 1 การละลายพฤติกรรมของผู้รับการบำบัด ทิศทางที่ 2 การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทิศทางที่3 การใช้จินตนาการและสมาธิ ทิศทาง ที่ 4 การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ และ ทิศทางที่ 5 การแสดงด้นสด เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและการแก้ปัญหา ปัจจุบันจำนวนผู้เข้ารับการฝึกทักษะทางสังคมในรูปแบบละคร มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 4-12 รายต่อวัน ทุกรายต้องเข้าโปรแกรม การฝึกต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-5 วัน อย่างน้อย 1 เดือน จึงเริ่มที่จะมองเห็นพัฒนาการการปรับตัวในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม จากการประเมินพัฒนาการทางอารมณ์ ผู้เข้ารับการฝึกทุกๆ 1 เดือน พบว่า ร้อยละ 95 มีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น มีความสุขในการเรียน และ ร้อยละ 100 มีความก้าวร้าวลดลงจนแทบจะไม่ปรากฏให้เห็น มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหว มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีสมรรถภาพทางร่างกายและวินัยทางสังคมที่ดีขึ้นถึงร้อยละ 70 ยกตัวอย่างเช่น วันแรกที่เข้ารับการฝึกอาจยังไม่รู้จักมารยาทเบื้องต้นบนโต๊ะอาหารและการแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน ผู้เข้ารับการฝึกสามารถที่จะรับผิดชอบอุปกรณ์การทานอาหารของตนเองและรู้หน้าที่เรื่องการแปรงฟัน โดยที่ไม่ต้องสั่งให้ทำ แต่จะทำเองโดยอัตโนมัติ เพราะเข้าใจว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องทำในการดูแลรักษาตัวเอง เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม
ประสานข้อมูล/ประสานผู้ให้สัมภาษณ์ : นางสาวปิยฉัตร ทับทิมเจือ (กบ)
กองสุขภาพจิตสังคม กรมสุขภาพจิต 081-8075279

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญร่วมงาน...วันคล้ายวันสถาปนาคณะศึกษาศาสตร์ ครบรอบ 47 ปี

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญร่วมงาน...วันคล้ายวันสถาปนาคณะศึกษาศาสตร์ ครบรอบ 47 ปี

@รายละเอียด@
ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมหลวงพ่อวัดไร่ขิงอุปถัมภ์ ชั้น 5 อาคารศึกษา 3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

กิจกรรม :
๐๖.๐๐ น. - พิธีบวงสรวงพระพิฆเนศวร ที่เทวาลัยในพระราชวังสนามจันทร์
- ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- สักการะศาลหลักเมือง
- บวงสรวงพระพิฆเนศวรที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร
- สักการะพระภูมิเจ้าที่หน้าอาคารศึกษา ๓ คณะศึกษาศาสตร์
- สักการะและวางช่อดอกไม้ ณ อนุสาวรีย์ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล
๑๐.๓๐ น. - ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ๑๐ รูป (ห้องประชุมหลวงพ่อวัดไร่ขิงอุปถัมภ์ ชั้น ๕ อาคารศึกษา ๓)
๑๒.๐๐ น. - เปิดตัวโลโก้ และแถลงข่าวการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๘ ปี คณะศึกษาศาสตร์
- กิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๘ ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

รายละเอียดเพิ่มเติม
*

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร. 5 ราชบุรี ห่วงสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ แนะยืดเหยียดกล้ามเนื้อและพักสายตาบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม

สคร. 5 ราชบุรี ห่วงสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ แนะยืดเหยียดกล้ามเนื้อและพักสายตาบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค มีความห่วงใยสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ หวั่นเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม แนะหากิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย และควรพักสายตาจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง และให้พักสายตาบ่อยๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ออฟฟิศซินโดรม เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ สาเหตุของโรคมักเกิดจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ อวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งนี้ ช่วงอายุของผู้มีอาการออฟฟิศซินโดรม จากอดีตมักพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 40 ปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 20 กว่าปี สาเหตุอาจเป็นเพราะวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยน เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มีการใช้โซเชียลอย่างแพร่หลาย โดยในกลุ่มที่เล่นโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือนานๆ ส่วนใหญ่จะพบการอักเสบของข้อมือ และในระยะยาวอาจเกิดอาการนิ้วล็อก เหยียดให้ตรงไม่ได้
นายแพทย์สุเมธ กล่าวอีกว่า วิธีป้องกันและปรับสมดุลคนทำงานออฟฟิศพิชิต 2 ม. (เมื่อยตัว และเมื่อยตา) 1) "ม. เมื่อยตัว" ป้องกันได้โดยการนั่งทำงานด้วยท่าทางการทำงานที่ถูกต้องเหมาะสม ของที่ใช้บ่อยให้วางไว้ใกล้ตัว จัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่ผู้ใช้งาน โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์และเก้าอี้ที่นั่ง ควรปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน ควรหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงาน หากิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ลดความปวดเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้เป็นอย่างดี
2) วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา "ม.เมื่อยตา" คือ จัดตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม แสงสว่างเพียงพอ ขณะทำงานให้กระพริบตาบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง หรือให้พักหลับตาประมาณ 3 -5 วินาทีบ่อยๆ เพื่อช่วยกระตุ้นต่อมน้ำตาให้ไหลออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ควรมีการพักสายตาเป็นช่วงสั้นๆจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง ให้พักสายตาประมาณ 5 – 10 นาที โดยละสายตาจากคอมพิวเตอร์ มองไปไกลๆ และควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง หากรู้สึกเคืองตา ปวดตา หรือแสบตา ให้พักสายตาทันที อย่าฝืนทำงานต่อ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ

สคร.5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค เตือนช่วงหน้าร้อนนี้ ให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ โดยเฉพาะใน 6 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ พร้อมคาดการณ์ช่วงหน้าร้อนปีนี้จะมีผู้ป่วยโรคลมแดด ลมร้อน หรือฮีทสโตรก ประมาณ 150 ถึง 400 คนต่อเดือน และจะพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค.

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี สิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษคือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากภาวะอากาศร้อนโดยเฉพาะโรคลมแดด ลมร้อน หรือฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ เกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูงจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน ในนักกีฬา หรือในทหารที่ต้องฝึกหนักกลางแจ้ง ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นลม ซึ่งในบางรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

นายแพทย์สุเมธ กล่าวต่อไปว่า คำแนะนำสำหรับประชาชน คือ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี โปร่งสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้านที่เป็นห้องกระจกปิดไว้เพียงลำพัง และไม่ทิ้งเด็กเล็กหรือผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไว้ในรถที่จอดตากแดด หากมีอาการตัวร้อนแต่เหงื่อไม่ออก หายใจถี่ อาจวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสำคัญ 6 กลุ่มที่ต้องดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ ได้แก่
1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น เล่นกีฬาหรือฝึกทหารโดยขาดการเตรียมตัวมาก่อน ผู้ใช้แรงงานกลางแดด เช่น กรรมกร ก่อสร้าง เกษตรกร เป็นต้น
2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ
3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง
4. คนอ้วน
5. ผู้ที่อดนอน
6. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด

หากพบผู้ป่วยจากภาวะอากาศร้อนให้ทำการช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้
1.นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก
2.เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด
3.ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ
4.ไม่ควรใช้ผ้าเปียกคลุมตัวเพราะจะขัดขวางการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย
5.รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหรือโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือสายด่วน 1669 ทันที
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร. 5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดระวังโรคอาหารเป็นพิษ พร้อมแนะเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ หลังพบประชาชนทำงานท่ามกลางอากาศร้อนก่อนเสียชีวิต

สคร. 5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดระวังโรคอาหารเป็นพิษ พร้อมแนะเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ หลังพบประชาชนทำงานท่ามกลางอากาศร้อนก่อนเสียชีวิต

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนในช่วงสัปดาห์นี้ประเทศไทยยังคงมีอุณหภูมิสูง ทำให้อากาศร้อนอย่างต่อเนื่อง และมีอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยช่วงที่อากาศร้อนนี้ นอกจากโรคอุจจาระร่วง ที่พบบ่อยแล้ว โรคที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษคือ โรคอาหารเป็นพิษ และการเจ็บป่วยเนื่องจากภาวะอากาศร้อน

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนพิษของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆดิบๆ อาหารไม่สะอาด และในอาหารที่ปรุงไว้นานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นหรือนำมาอุ่นก่อน ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีและเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนจัด อาจทำให้อาหารบูดเสียง่ายกว่าปกติ และมักจะพบว่าเกิดจากการที่คนจำนวนมากกินอาหารร่วมกัน ที่พบได้บ่อย เช่น ในสถานศึกษา ค่ายทัศนศึกษา งานบุญ งานประเพณีต่างๆ ซึ่งเป็นการประกอบอาหารจำนวนมากและเก็บไว้นาน และทำให้มีอาการหลังจากกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคดังกล่าวอย่างรวดเร็ว สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระ ปวดหัว คอแห้งกระหายนํ้า อาจมีไข้ เป็นต้น สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น ทำโดยให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์เอส หรืออาหารเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ การป้องกันที่ดีที่สุดประชาชนควรยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”

นายแพทย์สุเมธ กล่าวต่อไปว่า ฮีทสโตรก(Heat stroke) เป็นอีกอาการที่พบบ่อยในช่วงอากาศร้อนจัด บางพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ต่อเนื่อง อาจเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเนื่องจากภาวะอากาศร้อนได้ จะมีอาการพบได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคลมแดดได้สูงกว่าคนทั่วไปมี 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น ออกกำลังกาย 2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบและผู้สูงอายุ 3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 4.คนอ้วน 5.ผู้ที่อดนอน และ 6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประชาชนควรดูแลสุขภาพตนเอง ดังนี้
1.สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี
2.ควรอยู่ภายในบ้านหรือในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
3.ลดหรือเลี่ยงทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงกลางแจ้งนานๆ
4.สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง
5.ควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก
6.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
7.อย่าทิ้งเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแจ้ง ส่วนผู้ที่ออกกำลังกาย ควรเลือกในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก และใช้เวลาที่เหมาะสม ผู้ที่มีโรคประจำตัวหากมีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียน ปวดศีรษะ ใจสั่น ตะคริว หน้ามืด ขอให้พบแพทย์หรือโทรขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพ โทร 1669 หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   มหาวิทยาลัยคริสเตียน รับสมัครนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2560

มหาวิทยาลัยคริสเตียน รับสมัครนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2560

@รายละเอียด@
มหาวิทยาลัยคริสเตียน รับสมัครนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2560 รับตรงเข้าศึกษาต่อตั้งแต่วันนี้
เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-3422-9480 หรือ 08-1941-9995,www.christian.ac.th,Line: C.U.T. และ Facebook: มหาวิทยาลัยคริสเตียน ประเทศไทย

รายละเอียดเพิ่มเติม
?????

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 เตือนระวังอาหารเป็นพิษ พร้อมแนะรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ป้องกันอาหารเป็นพิษ

สคร.5 เตือนระวังอาหารเป็นพิษ พร้อมแนะรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ป้องกันอาหารเป็นพิษ

@รายละเอียด@
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 นายแพทย์อรรถพล ชีพสัตยากร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือไข่ / ตัวอ่อนหนอนพยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร หรือสารพิษที่พบได้ตามพืชและสัตว์ และยังรวมถึงสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารด้วย รวมทั้งอาหารจำพวกอาหารกระป๋อง อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก ที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างมื้อและไม่ได้แช่เย็น อาหารจำพวกนี้อุ่นให้ร้อนที่ ๗๕ องศาเซลเซียส จึงจะปลอดภัย ถ้าเราไม่อุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อน อาจทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์อรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของโรคจะเกิดหลังจากที่เรารับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อนี้เข้าไปแล้ว ๑ ชั่วโมงถึง ๘ วัน ส่วนใหญ่จะพบในหมู่คนที่มีการรับประทานอาหารร่วมกัน จะมีอาการพร้อมกันแต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อหรือสารพิษที่ได้รับเข้าไปอาการสำคัญที่พบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจากการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้อาจมีปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวร่วมด้วย หากถ่ายบ่อยทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ได้ หรือมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งมีการติดต่อเชื้อในการะแสโลหิต สำหรับกรณีโรคอาหารเป็นพิษจากสารเคมี พืชพิษ หรือสัตว์พิษบางชนิดจะมีผลต่อระบบประสาท เช่น อาการชา ชัก ตาตัวเหลือง หมดสติ และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตโดยเฉพาะเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

การรักษาโรคอาหารเป็นพิษจะรักษาตามอาการเช่น ถ้าผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ ควรให้ดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่รวมถึงให้ดื่มน้ำ หรืออาหารเหลวอ่อนย่อยง่าย ถ้าอาเจียนมากรับประทานไม่ได้ ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายเป็นน้ำ มีไข้ควรนำส่งโรงพยาบาล หากทราบแน่ชัดว่าผู้ป่วยได้รับประทานสารพิษจากพืชพิษ สัตว์มีพิษ อย่างเช่น ปลาปักเป้า หรือสารเคมีที่เป็นพิษ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
การป้องกันโรคอาหารเป็นพิษใช้กฎหลัก ๑๐ ประการในการเตรียมอาหารที่ปลอดภัยได้แก่
1. เลือกอาหารที่สะอาดผ่านการเตรียมอย่างดี
2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
3. กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
4. ระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน หากเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า ๔ ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ส่วนอาหารสำหรับทารกไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ
5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
7. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำ
8. ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของห้องครัว
9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
10.ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหารและระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำเพื่อเตรียมอาหารเด็กทารก

หากประชาชนมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ 032310762 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์อรรถพล กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 ราชบุรีเตือน ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง รู้จักเบาหวานเพื่อป้องกัน รู้ทันเพื่อควบคุม

สคร.5 ราชบุรีเตือน ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง รู้จักเบาหวานเพื่อป้องกัน รู้ทันเพื่อควบคุม

@รายละเอียด@
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 นายแพทย์อรรถพล ชีพสัตยากร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่าสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก หรือก World Diabetes Day) ประเด็นรณรงค์ปี 2559 นี้ คือ “Eyes on Diabetes” เน้นการคัดกรองเบาหวาน และการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับจอตา เพื่อการรักษาที่รวดเร็วและลดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยได้กำหนดคำขวัญเพื่อการรณรงค์วันเบาหวานโรคปีนี้ไว้ว่า“เบาหวาน รู้จักเพื่อป้องกันรู้ทันเพื่อควบคุม”

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์อรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอนามัยโลกรายงานว่าในปี พ.ศ. 2552 ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีจำนวน 108 ล้านคน ในปี พ.ศ.2557 เพิ่มขึ้นเป็น 422 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานจำนวน 1.5 ล้านคน สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ รายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทยในปีพ.ศ.2556 พบว่าโรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนในเพศชายเป็นอันดับที่ 8 ร้อยละ 4.1 เพศหญิงอันดับที่ 3 ร้อยละ 8.7 ส่วนสถานการณ์โรคเบาหวานในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึง พฤษภาคม 2557 พบผู้ป่วยจำนวน 140,465 คน

โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 5 ปี แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังและเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่สำคัญคือ ภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดใหญ่ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย และภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ภาวะแทรกซ้อนทางไต ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท

สำหรับการป้องกันโรคเบาหวานสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ คือ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็ม จัด เพิ่มผัก ผลไม้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดหรือลดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอและควรรับการตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลป้องกันตนเองจากโรคเบาหวาน ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 032310762 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์อรรถพล กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   กรมควบคุมโรคเผยไทยเข้มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจจับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาต่อเนื่องชี้ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

กรมควบคุมโรคเผยไทยเข้มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจจับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาต่อเนื่องชี้ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

@รายละเอียด@
วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (EOC) ว่า จากกรณีที่มีนิสิตของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครปฐม ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา นั้น เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข มีการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทุกภาคส่วน รวมถึงมีระบบการตรวจที่แม่นยำและส่งตัวอย่างตรวจมากขึ้น ทำให้การตรวจจับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาครอบคลุมทุกพื้นที่และสามารถพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทหาร สาธารณสุข มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างเข้มข้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เพื่อตัดวงจรของยุงลายพาหะนำโรคดังกล่าว นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ต้องกลัวหรือรังเกียจผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา เพราะปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสซิกายังไม่มีรายงานการติดต่อจากการสัมผัส และไม่สามารถติดต่อทางลมหายใจ ซึ่งผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ควรป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากมีเพศสัมพันธ์ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่สำคัญขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบเฝ้าระวังของประเทศไทย และติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์อรรถพล ชีพสัตยากร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่ากระทรวงสาธารณสุข มีการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนปฎิบัติตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่มาจากยุงลายเพิ่มขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมกันกำจัดเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว ส่วนอาการของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ส่วนใหญ่อาการของโรคไม่รุนแรง อาการจะทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน และส่วนใหญ่ป่วยแล้วหายได้เอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ จะมีปัญหาเฉพาะกับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่บ่งชี้ว่าอาจสัมพันธ์กับอาการศีรษะเล็กในทารกแรกเกิด สำหรับคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงของหญิงตั้งครรภ์ นั้น ขอให้ใช้ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่มีการขึ้นทะเบียนรับรองไว้อย่างชัดเจน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด หากสงสัยหรืออาการไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์โดยเร็ว ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 032310762 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์อรรถพล กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 แนะนำ 10 ข้อปฏิบัติตนช่วงน้ำท่วม

สคร.5 แนะนำ 10 ข้อปฏิบัติตนช่วงน้ำท่วม

@รายละเอียด@
นายแพทย์อรรถพล ชีพสัตยากร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ในช่วงนี้ สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมากนั้น ประชาชนผู้ประสบภัยควรปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย ดังนี้

รายละเอียดเพิ่มเติม
1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในที่น้ำท่วม พายเรือเข้าใกล้เสาไฟฟ้า เพราะอาจเกิดไฟฟ้าดูด
2. ไม่อยู่ใกล้ทางน้ำไหลหรือร่องน้ำ เพราะอาจเกิดดินถล่ม
3. ควรย้ายปลั๊กไฟ และสวิตซ์ไฟ ให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง ตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดเสียชีวิต
4. หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ จับปลาในบริเวณที่น้ำท่วมขังหรือทางน้ำไหลผ่าน เพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากอาจพัดจมน้ำเสียชีวิต บ้านที่มีเด็กเล็กควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ปล่อยให้บุตรหลานไปเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด
5. ระมัดระวังสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ที่อาจหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่ในบ้านเรือนบริเวณใต้ตู้ รองเท้า เสื่อ ผ้าเช็ดเท้า จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในบ้านให้เป็นระเบียบ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษแอบอาศัยอยู่ภายในบ้าน
6. ควรเพิ่มความระมัดระวังโรคติดต่อที่มักเกิดบ่อยครั้งในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ โรคฉี่หนู อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบ ตาแดง และไข้เลือดออก ควรบริโภคน้ำสะอาดและรับประทานอาหารที่สุกและสดใหม่
7. หากต้องเดินลุยน้ำให้สวมใส่รองเท้าบู๊ททุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษและการถูกตะปูตำ สังกะสีบาด
8. กรณีที่ต้องเดินลุยน้ำตอนกลางคืน ควรพกไฟฉายติดตัว
9. ห้ามเดินตามความเคยชินอย่างเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว
10. ควรดูแลสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงและอบอุ่นตลอดเวลาจะช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและโรคระบาดต่าง ๆ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ยืนในน้ำและใช้มือจับสายไฟอย่างเด็ดขาด เพราะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจรได้ หากไม่มีความรู้ในการซ่อมแซมเครื่องไฟฟ้าห้ามใช้อย่างเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้

ท้ายนี้ หากประชาชนเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติ ด้วยความใส่ใจ และตื่นตัวที่จะรับฟังพยากรณ์อากาศ วางแผนอพยพหนีภัย ร่วมกันกำหนดจุดปลอดภัย ตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ จะช่วยลดความรุนแรง ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากภัยพิบัติได้ หากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานและให้การช่วยเหลือโดยด่วน หรือหากประชาชนมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่เบอร์ 032310762 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี และ 1422 สายด่วนกรมควบคุมโรค

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








  รายการที่ค้นพบมีทั้งสิ้น [ 84 ] รายการ จำนวน [ 9 ] หน้า
  หน้าที่=> 1 หน้าต่อไป=>>

 ข่าวสาร/ประชาสัมพันธ์
 
 
 คอลั่มน์ ! ไอที ... ผีบอก
 
 คอลั่มน์ ! พระเกจิอาจารย์
 
 บุคคลากรบริหาร
 

 
 


ปฎิทินหมายจับ ปี ๒๕๕๔
ปฎิทินหมายจับ ปี ๒๕๕๔

รายงานสภาพน้ำและการระบายน้ำ


สตาร์นิวส์ ข่าวออนไลน์
ฮอตไลน์นิวส์์ Hot Line News
หนังสือพิมพ์มวลชน

ออนไลน์นิวส์ ข่าวออนไลน์
32 ม.4 ต.นครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
โทรศัพท์ : 061-9544294, 089-0844918
แฟ็กซ์ : 034-267933
อีเมล : online-news@hotmail.co.th
<= : ติดต่อศูนย์ข่าว : =>
คุณธัญพร ดังตราชู


ออกแบบโดย ทางใหม่ซอฟท์ Tel.061-9544294 © 2012. www.tangmaisoft.com. Inc. All rights Reserved.